ขอสนับสนุนการยกเขาพนมรุ้งให้ประเทศพม่า
edit @ 24 Jun 2008 23:44:29 by น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นชื่นใจ
ขอสนับสนุนการยกเขาพนมรุ้งให้ประเทศพม่า
edit @ 24 Jun 2008 23:44:29 by น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นชื่นใจ
ผมจุดบุหรี่สูบในที่ห้ามสูบ
ตอนนั้นที่คนที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม จำไม่ค่อยได้เสียแล้วสิว่าใคร ไม่วินก็เอ็ม สักคนนึง ที่นั่งอยู่ปลายฝั่งของโต๊ะ บอกผ่านขอซอสมะเขือเทศตรงหน้า ผมเลยมัวสาละวนอยู่กับพวงเครื่องปรุง ในนั้นมีอยู่ไม่กี่ขวด มีขวดซอสมะเขือเทศด้วย ปากพลางคาบบุหรี่ไว้ใกล้ จนควันมันเองที่เข้าหน้าแล้วผมฉุนด้วยควัน มีเสียงฮือฮาขึ้นมา ผมมองไป นัทที่นั่งอีกฝั่งหัวโต๊ะ โชว์รูปจากมือถือ ให้แก๊งตุ๊กตาที่นั่งถัดๆไปใกล้ๆดู รูปอะไรผมไม่ทันได้สนใจ เพราะทันใดคนที่นั่งตรงกันข้ามผม ชื่อมินต์...มั้ง พูดเข้าเรื่องที่ยังว่ากันไม่จบต่อ มันเรื่องอะไรนะ อ่อ...รุ่นพี่ที่เผอิญเดินสวนผ่านไปเจอ เนื้อความหาสาระอะไรใหม่ๆคงไม่ได้ เพราะเมื่อวานเธอโทรมาบอกผมแล้วในเรื่องเดียวกัน ตอนเพิ่งเจอผ่านไปหมาดๆ เขาคงลืมพวกเราไปหมดแล้ว แต่จะนับอะไรด้วยล่ะ เวลาผ่านไปรวดเร็วเสียเหลือเกิน นี่มันนับจะเจ็ดแปดปีแล้วสินะ ช่วงๆนั้นยังไม่ได้ความกันอยู่เลย ถึงตอนนี้ก็เหอะ ก็ยังไม่ได้ความกันอยู่ดี จะเว้นกันก็แต่พวกแก๊งตุ๊กตา แล้วก็อีกสองสามคน ชูเพิ่งจะได้งาน มันคุยกันสีหน้าเบื่อๆเรื่องโอทีกับแก๊งตุ๊กตา แต่ดูพวกนั้นไม่เบื่อ เหมือนจะอธิบายอะไรสักอย่างยืดยาวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จับใจความ คงเป็นเรื่องเลื่อนขั้น ก่อนหน้านั้น หนึ่งในแก๊ง เธอก็เข้ามาคุยกับผม ไม่ได้เจอเธอนานเท่าไหร่นะ ปีนึงได้ ตอนรับปริญญาเพื่อนๆบางคนที่ชิงจบไปนั่นแหละ อืมม... เธอถามว่าผมทำไรอยู่ ผมก็ได้แต่อ้ำๆอึ้งๆ จะตอบแบบที่ตอบกับเพื่อนสนิทกันมากๆนะเหรอ ผมไม่อยากเห็นสีหน้าดูถูกของคนพวกนี้นักหรอก ได้แต่ตอบไปว่าจะไปเรียนต่อ เธอถามว่าต่ออะไรล่ะ คราวนี้ผมอ้ำๆอึ้งๆ จริงๆนะ ผมพูดชื่อวิชาอะไรสักอย่าง ไม่รู้หรอก แต่มันก็ดูดีแหละ เอาเข้าจริงๆผมก็จำไม่ได้ว่าจบอะไรมา จบรึเปล่าผมก็ยังไม่แน่ใจ เพราะเพิ่งนึกได้เมื่อกี้ว่ายังไม่ได้เขียนรายงานฝึกงาน
ผมเขี่ยบุหรี่ลงจาน ใครสักคนขอให้ผมเล่าเรื่องบ้าๆบอๆ ของคนที่ไม่ได้มา ที่มันสอบสัมภาษณ์เป็นนักบินน่ะ ผมก็ได้แต่เล่าๆไป มันก็ประสาทแดกอยู่เหมือนกันนะ ที่ต้องมาคุยเรื่องพรรค์นี้ เพื่อนๆก็ฮากัน เว้นแต่แก๊งตุ๊กตาที่ไม่รู้ว่าผู้ช่วยนักบินนี่มันอะไรกัน ขณะที่หูทางซ้ายผมเหลือบไปเห็นแก๊งตุ๊กตาอีกคน บอกว่าจะวางแผนซื้อหุ้น ชูแย้งว่ามันก็คิดเหมือนกัน แต่ไม่มีทุนเล่น เธอเลยบอกว่าก็สะสมทุนอยู่ แต่คิดว่าหาสามีรวยๆน่าจะดีกว่า หูผมคงฝาดไป
พิซซ่ากินกันจนจะหมดจานแล้ว เหลือเพียงชิ้นสองชิ้น ทุกคนก็เริ่มจะเกี่ยงๆกินกัน นี่ผมกินไปเพียงชิ้นเดียวเองนะ เพราะไม่รุ้จะกินไปทำไม ปากคุยกันไปคุยกันมา หลายคนเริ่มหยิบกล้องมาถ่ายรูปกัน คงมีใครสักคนเริ่มขอตัวกลับก่อน เลยอยากถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ผมก็เล่นมุขโง่ๆตอนตั้งท่าจะถ่ายรูปด้วยนะ แต่ก็จำไม่ได้จริงๆ ว่าพ่นอะไรออกไป สักอย่าง เหมือนโรคระบาดเลยนะการถ่ายรูป กล้องเล็กกล้องน้อยควักออกมา ผมจำได้ เคยอ่านเมล์ เนี่ยแหละ เกี่ยวกับวัฒนธรรม แต่ผมจำไม่ได้แล้วว่ามันเกี่ยวกะอะไร เราบ้าถ่ายรูปกันจริงๆนะ เหมือนโรคความจำสั้น จำไม่ได้ ลืม เหมือนผมตอนนี้เลย ไม่รู้ มันคืออะไรกัน ช่างมันเหอะ
หมู่ถ่ายรูปเริ่มแตกเป็นกรุ๊ปเล็กกรุ๊ปน้อย โดยเฉพาะแก๊งตุ๊กตา แต่แปลกหน่อย ที่เค้าถ่ายกันอยู่สามคน โพสกันอยู่แบบเดียวนั่นแหละ (แต่ก็น่ารักจริงๆนะ เคยเข้าไปดูใน hi5) แค่เปลี่ยนฉากหลัง ผมยังนั่งคุยๆอยู่กับกลุ่มเดิมแหละ มีสาระขึ้นบ้างแล้วมั้ง คนนั้นคนนี้เข้ามาขอให้ถ่ายรูป เอาสิ ก็เข้ากรอบภาพไปตามระเบียบ ถ่ายเสร็จ มาเราถ่ายให้ ผมบอก มันเป็นกล้องมือถืออ่ะนะ มือผมก็สั่นๆ ไม่มั่นคง กดแล้วมันก็เลยเบลอๆ ภาพน่ะ เอาเหอะแสงมันน้อย ผมขอโอกาสถ่ายให้เขาใหม่อยู่หลายที
คงเรียกเก็บตังค์กันแล้วมั้ง เห็นใครบ่นไม่รู้ มีใครจ่ายก่อน ตัดพ้อกันตามมารยาทน่ะ ผมก็ควักกระเป๋าจ่ายๆไป ถ้าไม่เอาก็ดี จะเก็บเป็นค่าเหล้า นัทเข้ามาสะกิดหลังผม บอกว่าต้องเปลี่ยนที่นี่ให้เป็นวงเหล้าแล้วแหละ ร้านที่นัดกันไว้คนเต็ม วันศุกร์นี่หว่า ผมบอก ก็ไม่แปลกใจอะไรหรอกนะ อยู่ดีๆมีเสียงหวานๆ จากข้างหลังผม อ่อ แก๊งตุ๊กตา บอกนัทให้ช่วยหลบไปให้พ้นกรอบภาพของพวกเธอ ผมหันไปเห็นไอ่ขวดนั่งข้างๆเบะปากด้วยแหละ จริงๆนะ ถ้าพวกนั้นไม่น่ารัก คงทุเรศชิบหายเลย พูดอะไรแบบนี้ ถ้าผมโดนอย่างนี้เข้า ตวาดกลับไปแล้ว พวกนั้นทำตัวน่ารักดี ก็แปลกใจเหมือนกันนะ สองในนั้น ผมก็เคยคบกันมาแล้ว แต่ช่างเหอะ ตอนนี้พวกเธอก็เป็นตุ๊กตากันไปแล้วนี่
ผมจุดบุหรี่มวนถัดไป คราวนี้วงพิซซ่าหายไปแล้ว กลายเป็นวงเหล้า ผมสั่งเหล้า โซดา น้ำเปล่า ตามสูตร เพื่อนๆหายไปเกือบครึ่ง ก็ร่ำลาๆกัน แก๊งตุ๊กตาก็หาย (เธอคนนึงสารภาพภายหลังว่าหลบหน้าผม แล้วก็หลบไปจากชีวิตผมจริงๆเหอะ) ได้ยินว่ามีนัดชอปปิ้งกันต่อ มีเพิ่มตามมาอีกคน ตามเหล้ามา แต่มันแดกได้เต็มที่สี่แก้วจริงๆนะ ไม่รู้จะตามมาทำไม เหลือใครบ้างล่ะ ไม่รู้ แต่ก็เนี้ยแหละ คนที่ยังสนิทสนิทกันอยู่มั้ง บางคนผมว่าไม่สนิทแล้วนะ มันคงนึกว่าสนิทกันเหมือนเดิม นี่ผมจะโตขึ้นหรือแก่ลงดี เอาเถอะ ก็คุยเรื่องเที่ยวไหนต่อไหนนั่นแหละ ก็เคยไปด้วยกันบ้าง ตอนเด็กๆไง ผมก็โม้ๆไป เออ นึกออกแล้ว เรื่องที่เพื่อนไปสอบสัมภาษณ์นักบิน ที่พูดๆไป กรรมการถามมัน ถ้ามันเป็นผู้ช่วยนักบิน แล้วนักบินขับลอดใต้สะพาน มันจะทำยังไง มันก็ตอบว่าก็ปล่อยให้เขาขับลอดไป บ้าบอสิ้นดีนะ แต่จะให้ทำยังไงล่ะ ในเมื่อผมก็ปล่อยให้มันลอดสะพานผ่านเลยไป,,, อยู่ดีๆ ไอ้เหี้ยสี่แก้วก็บอกว่าผมเล่าเรื่องซ้ำ อ้าว
ผมจึงเดินออกไปสุบบุหรี่ ทั้งๆที่มันเป็นที่ห้ามสูบ...
วันหนึ่ง ฉันเดินออกมาจากบ้าน
เจอหมายืนอยู่
"ยืนทำเหี้ยไร" ฉันบอก
"เสือกไรกู"สุนัขตัวนั้นตอบ
ฉันจึงเดินกลับเข้าบ้านไป
%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
จังหวะเดียวกันที่ภาพติดตาดับความทรงจำที่เห็น
เดินไปเรื่อยๆ อย่างเหม่อๆลอยมองยังไม่ทันไร ฉันคิด นี่เป็นวันที่เท่าไหร่กันนะ อย่างเหนื่อยๆโรยๆ ฉันเดินเลยจากละแวกที่ฉันลืมตาจากชั่วโมงแห่งการนอนที่ร้อนระอุ ร้อนจนขณะที่ฉันฝันอยู่ในความหลับนั้น ลมร้อนพัดฝุ่นทรายจนระคายจากรอยขีดขูดจนหน้าเริ่มเป็นเลือดซิบอย่างนั้น อย่างนั้นอย่างวันนั้นที่รถได้ลากฉันถูบดไปกับพื้นถนนร้อนสากแห้งผาก แต่นั่นมันไม่ทำให้ฉันตื่น มันเป็นอย่างนั้น บ้าไปแล้ว ฉันเองก็เริ่มไม่แน่ใจว่าฉันยังตื่นอยู่หรือเปล่า อยากตบหน้าตัวเองสักสองสามที แต่มันก็เจ็บออกมาเองโดยไม่รู้ตัว จากรอยแผลผงฝุ่นทรายนั่น ฉันเดินถึง...อยู่ไหนแล้วเนี่ย เคยเห็นจากที่ไหนกันนะ ภาพในโปสการ์ดหรือเปล่า ไม่ม้าง ใครจะบ้าถ่ายซอยตึกแถวตันๆซอมะซ่อนั่น ฉันเองอาจจะเคยถ่ายภาพบ้าง แต่ฉันเองก็ถ่ายมันออกมาไม่เป็นเอาเสียเลย รูปนกสองสามตัวที่ฉันถ่าย มันก็แค่ตัวสองขาธรรมดาๆกับขนนกนั่น เอาล่ะ ไม่ยังไงจะว่าไง ตึกมันช่างคุ้นตาเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะข้างในสุดนั่น อยากเดินเข้าไปในนั้นอยู่เหมือนกันนะ แต่ท้องเจ้ากรรมดันมาโครกครากเสียก่อน ให้ฉันค่อยๆนั่งปล่อยมันออกมาจากในท้องเสียหน่อยเถิด คงไม่นาน อาจจะสักสองหรือสามนาที ถึงจะไม่ถึงสองหรือสามนาที แต่มันก็นานจนเกินไปแล้วล่ะ เท้าฉันมันเริ่มชาจนเหน็บๆ ขืนลุกขึ้นพรวดพราดขึ้นตอนนี้ แสงส้มบ้างแดงบ้างคงยิงกันวูบวาบ ซอยจนซอยมันพร่าพราวมั่วนัวเนียกันเต็มนัยน์ตาฉันกันซะอย่างนั้นเชียว ฉันชอบมันอยู่เหมือนกันนะ แต่มันชอบทำให้เซเวียนวนจนทรุดล้มเข้า ยิ่งขาฉันซึ่งมันไม่ค่อยจะดีอะไรเท่าไหร่ ....แอดอาด... เสียงอะไรกันนะ และประตูที่เพิ่งเปิดออก ตึกจากข้างในนั้นที่ฉันจะเข้าไปนั่นไง เดินออกมาแล้ว ใคร ฉันจะไปรู้เหรอ ถามจริงๆจังๆอีก ฉันก็ยังไม่รู้อยู่เหมือนกัน ฉันอยากจะลุกขึ้นเดินหนี เพราะไม่ทันไร เห็นเขาสังเกตเห็นฉัน มองฉันเหมือนอย่างไม่แปลกประหลาด แปลกจริงๆเลยนะ กับใครต่อใคร ฉันต้องหลบสายตากับพวกนั้น เพราะใครๆต่อใครก็มองฉัน เหมือนพวกเขามองพวกเขาเอง เหมือนมองทะลุตัวฉันไป ข้างหลังฉันมันมีอะไรกันนะ ถ้าคราวนี้เขาได้แต่มองทะลุตัวฉันไป จะมีอะไรเสียอีกล่ะ นอกจากกองอุจจาระก้อนเดียว ยุ่งยากเสียจริงๆ แล้วไง เขาก็เดินเข้ามาหาฉัน เหมือนไม่ได้ล่องไม่ได้ลอย เขาก็เดินมาหาฉันจริงๆนั่นแหละ แล้วไงเล่า เหมือนเขาไม่ได้พูดกล่าวถึงอะไร ถึงเขาจะพูดอะไร จริงๆนะ ฉันไม่เชื่อว่าเขาจะต้องมากล่าวอะไรกับฉัน ยิ่งเป็นเวลานี้ด้วยแล้ว แต่เขาก็ขยับปากนะ เปล่งเสียงออกมาด้วย เสียงทุ้มๆต่ำๆขึ้นๆลงๆ เหมือนที่เคยได้ยินจากที่ไหนสักแห่ง จริงๆ ไกลๆบนวิทยุรถคันนั้น แล้วฉันจะทำยังไง ก็มัวแต่เหม่อลอยไม่สมประดีน่ะสิ เลยร้องคลอร้องเสียงหลงไปอย่างไม่ได้สติ ฉันก็รู้นะ เหมือนฉันจะเข้าใจเขาอยู่แว้บนึง แล้วยังไงรู้มั้ย อย่างที่ฉันคาดไว้นั่นแหละ เขาก็เดินหันหลังกลับไป ไม่รู้เขารู้เรื่องหรือเปล่า ที่ประตูบานนั้น บานที่เขาเปิดกลับเข้าไปเนี่ยแหละ บานที่ฉันจำได้แล้ว ฉันเคยเห็นที่ไหน ก็ว่าอยู่ แต่จริงๆเลยนะ ฉันสัญญาไว้แล้ว ฉันสัญญาว่าจะไม่บอกกับใคร จริงๆ จนบางทีฉันยังกลัวกับตัวฉันเอง ว่าจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับมันเข้าสักวัน อย่างจริงๆ